โครงการ รักโลกสอนนักเรียนเขียนบล็อก

ฟังดูแปลกๆ เหมือนว่าจะไรสาระหรือดูเวอร์ แต่ถ้าศึกษาแนวโน้มและผลกระทบแบบลึกซึ้งกันให้ดีๆ เป็นเรื่องที่น่าคิดและผลักดันอย่างมาก

ทำไมเลือกนักเรียนเป็นกลุ่มเป้าหมายในการทำโครงการ คำตอบง่ายๆก็คือเรากำลังปลูกสร้างจิตสำนึก ไปพร้อมๆกับการนำเสนอการประยุคต์ใช้เทคโนโลยี ให้สอดคร้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน ในการประหยัดทรัพยากรณ์ที่ได้จากการทำลายผลผลิตจากธรรมชาติ เช่นกระดาษ และพลังงานในกระบวนการแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติจากต้นไม้ไปสู่การเป็นกระดาษ ตลอดจนกระบวนการรีไซเคิลที่จะทำให้เกิดการนำมาใช้ใหม่ ซึ่งหากมองกันจริงๆแล้วนั่นคือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะหากเราตัดขั้นตอนการใช้กระดาษออกไปจากระบบได้ การตัดไม้เพื่อทำการะดาษก็จะไม่เกิดขึ้น พลังงานที่จะต้องใช้ในกระบวนการแปรรูปก็ไม่ต้องมี การรีไซเคิลก็ไม่เกิดขึ้น

ลองมาดูตัวเลขกันแบบเล่นๆ หากนักเรียนห้องหนึ่งมี30คน และสมมุติว่าในหนึ่งชั้นเรียนมี7วิชา นั่นหมายถึงห้องเรียนนี้จะต้องมีหนังสือหรือตำราเรียนที่ผลิตและตีพิมพ์ด้วยกระดาษจำนวน210เล่ม ซึ่งยังไม่รวมถึงสมุดจดการเรียนและสมุดการบ้านของนักเรียน และเมื่อรวมสุดการบ้านของนักเรียนเข้าไปอีกคนละเพียง1เล่ม ก็เท่ากับว่าในห้องเรียนนี้ต้องใช้กระดาษมากถึง 420เล่ม แล้วถ้าในหนึ่งชั้นเรียนมี 4ห้องก็เท่ากับว่า ในหนึ่งชั้นเรียนจะต้องใช้กระดาษถึง1,680เล่ม ดังนั้นในระดับปฐมศึกษาของไทย นับตั้งแต่ ป.1ถึง ป.6 จึงมีความจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจากกระดาษในการเรียนการสอนมากถึง 10,080 เล่มต่อปี นี่เป็นเพียงตัวเลขที่คิดเล่นๆง่ายๆนะครับ ซึ่งในความเป็นจริง ในหนึ่งชั้นเรียนมีวิชาในการเรียนการสอนมากกว่า7วิชาอย่างแน่นอน และในแต่ละวิชาก็ต้องมีทั้งสมุดและหนังสือมากกว่า1เล่ม ลองคิดดูสิ่ครับว่าตัวเลขของกระดาษที่ถูกนำมาใช้ต่อปีมันจะมากมายมหาศาลขนาดไหน แล้วเราต้องใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติเช่นต้นไม้ และพลังงานในการแปรรูปในแต่ละปีมากแค่ไหน น่าตกใจใช่มั้ยล่ะครับ

ถ้าหากมองว่าเป็นเรื่องเล็กและไม่สำคัญ เนื่องจากโรงเรียนมีงบประมาณสนับสนุนเพียงพอต่อกระบวนการที่จะทำให้เกิดการเรียนการสอนได้ในแบบปกติ นั่นหมายถึงสิ่งที่เรากำลังมองข้ามเรื่องของการลดปัญหาเรื่องของการรักษาธรรมชาติและการอนุรักษ์พลังงาน ที่ส่งผลกระทบใหญ่กว่าที่คาดคิดในทางอ้อม นั่นคือเรื่องของภาวะโลกร้อน ภัยธรรมชาติและอื่นๆอีกมากที่ติดตามมา เป็นไงล่ะครับมองไม่เห็นใช้มั้ยล่ะครับ ว่าเพียงแค่เด็กนักเรียนนั่งเรียนหนังสือกันธรรมดาๆ มันไปส่งผลกระทบกับโลกได้มากมายขนาดนั้นได้อย่างไร

ดังนั้นเราจึงมองว่าเราควรเริ่มแก้ไขที่เด็กและเยาว์ชน โดยการปลูกจิตสำนึกในการใช้ทรัพยากร และพลังงานทดแทนจากสิ่งรอบๆตัว ให้เด็กได้รู้และเข้าใจ และเมื่อเค้าเติบโตกระบวนการคิดของเยาว์ชนเหล่านี้ก็จะสามารถต่อยอดและพัฒนานวตกรรมอะไรใหม่ๆให้เกิดขึ้นได้

แล้วทำไมต้องสอนเด็กเขียนบล็อก อันที่จริงแล้วมันก็ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นการสอนให้เด็กเขียนบล็อกหรอกนะครับ แต่หากเราลองคิดอะไรให้ง่ายๆและสามารถทำได้จริง และสามารถลงมือทำได้ในทันที การสอนเด็กให้เขียนบล็อก ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดอีกวิธีหนึ่ง ที่เราไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติมมากมายนัก เพราะหากเราจะมาทำแผนการเรียนการสอนให้มีความสมบูรณ์แบบ E-lerning แล้วละก็คงต้องตั้งท่าใช้งบประมาณกันไม่น้อยเลยทีเดียว และกว่าจะได้ผลักดันให้เกิดผลก็ต้องใช้เวลาอีกพอสมควร

การเขียนบล็อกเพื่อช่วยโลกของนักเรียน ไม่ใช่การเขียนบล็อกเพื่อการขอเรี่ยราย หรือการรณรงค์การอนุลักษณ์การใช้ทรัพยากรณ์ แต่การสอนเด็กนักเรียนเขียนบล็อก คือการสอนให้เด็กใช้เทคโนโลยีในการถ่ายทอดและบันทึกให้เป็น เพื่อทดแทนและแทนที่การใช้การดาษ จากรูปแบบการเรียนการสอนแบบเดิมๆ เมื่อในหนึ่งชั้นเรียนสามารถใช้เทคโนโลยีเป็น นั่นหมายถึงเราจะสามารถลดการใช้กระดาษเพื่อใช้ในการเรียนการสอนลงไปได้ในทันที

เพียงถ้าเราคิดให้ง่าย โดยการปรับรูปแบบการให้ความรู้ ทั้งครูผู้สอนและนักเรียนให้สามารถใช้เทคโนโลยีให้เป็น สามารถบันทึกวิชาการเรียนการสอนในรูปแบบของข้อมูลไว้บนบล็อกได้แบบง่ายๆ และสามารถนำไปใช้กับระบบการทำงานในรูปแบบต่างๆได้ ก็จะสามารถช่วยลดการใช้ทรัพยากรณ์ธรรมชาติและพลังงานได้ในส่วนหนึ่ง หากทดลองใช้กับการเรียนการสอนเพียงหนึ่งวิชา ที่ทั้งครูผู้สอนและนักเรียนไม่ต้องใช้กระดาษ

ต้นทุนและพลังงานที่ใช้ คือต้นทุนของห้องเรียนกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ที่ลงทุนเพียง ปีละครั้งหรืออย่างน้อยสามปีครั้ง พลังงานที่ใช้ก็สามารถหาพลังงานทางเลือกเพื่อทดแทนให้เกิดกระแสไฟฟ้าได้ โดยไม่ต้องมีการทำลายทรัพยากรณ์ธรรมชาติ

โดยในรายละเอียดของโครงการ มีรายละเอียดปรีกย่อยที่ต้องอาศัยความเข้าใจที่ละเอียดอ่อน เพื่อให้สามารถดำเนินการให้เป็นรูปเป็นร่างและเป็นจริงได้ เพื่อลงมือทดสอบกับโรงเรียนต้นแบบ และประเมิลผลในลำดับต่อไป

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

  • No Related Post

Leave a Reply